2006/May/01

ยาบุ : ผมมีความคิดว่า สำหรับคนที่จะให้ของขวัญกับไทโย
คงจะต้องเป็นคนที่ขี้อายแน่ๆ

ฮิคารุ : ใช่ๆ เพราะไทโยน่ะขี้อายจะตาย ถ้าใครอยากจะให้ของขวัญหรือ ช๊อคโกแลตกับเค้าล่ะก็นะ
คงต้องแอบเอาไปให้ไม่ไว้ในล็อคเกอร์เก็บรองเท้าก็คงจะใต้โต๊ะ ถ้าเอาไปให้เจ้าตัวตรงๆ
ผมว่าเค้าคงจะเขินจนคุณคิดว่าเค้าเป็นคนเย็นชาไปก็ได้นะ

ไทโย : นี่ๆ! ทำไมมาพูดถึงเรื่องของผมอย่างเดียวล่ะ โคตะเองก็ได้มาไม่ใช่น้อยไม่ใช่หรือ?

โคตะ : บ้าเหรอ? เข้าใจอะไรผิดไปหรือปล่าว?ผมน่ะเหรอได้มาไม่ใช่น้อย ไม่มีทาง
ที่ผมได้มาน่ะ มันช๊อคโกแลตมารยาทที่เค้าให้กันในห้องมากกว่า (ได้มากล่องเดียวเอง)

ไทโย : !! จริงเหรอ ไม่น่าเชื่อ!!

ฮิคารุ : ก็น่าจะจริงอยู่ เพราะโคตะชอบว่าเด็กผู้หญิงอยู่เรื่อย ไม่ถนอมน้ำใจพวกเธอเอาซะเลย

โคตะ : ก็แหม........พวกเธอชอบมายุ่งเวลาที่ผมอยู่กับเพื่อนๆทุกที่ (น่ารำคาญ )

ไทโย : ว่าแต่.....เค้าว่า ว่าอย่างไรเหรอ? ถึงได้มีคนที่ไม่พอใจขนาดนั้น?

อิคารุ ; โคตะน่ะเหรอ? ส่วนมากก็จะชอบพูดว่า "ไปไกลๆเลย ยัยขี้เหร่!" แบบเนี้ยแหละ

ไทโย : ขนาดนั้นเลยเหรอ?

โคตะ : ก็แหม.......

โฉะอง : ผมว่าเรามาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า

ไทโย : เรื่องอะไรเหรอ?

โฉะอง ; ก็เช่น การออกเดทกับผู้หญิงอะไรอย่างเงี้ย

ทั้งสาม ; อ๋อ!!

โฉะอง: สำหรับโคตะจะทำแบบไหนเหรอ

โคตะ ; ผมน่ะเหรอ ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบเรื่องพวกนี้ เป็นผมก็คงจะนอนฟังเพลงแล้วก็โทรไปหาเธอคนนั้นแล้วบอกว่า สบายดี มั้ง

ทั้งสาม ; (ทำหน้างงๆ)

นี่เมลเรานะแอดมาคุยกานด้ายนะ starwberry_belly123@hotmail.com


edit @ 2006/05/01 02:05:17
edit @ 2006/05/02 21:47:32

2006/May/01

โคตะ : ฤดูร้อนปีนี้พวกเราได้ใช้ช่วงเวลาอย่างคุ้มค่าจริงๆ
ฮิคารุ : ใช่ ได้แสดง SUMMARY แล้วก็ได้ไปฮาวายด้วย
โฉะอง : ใช่ๆ ฮาวายสนุกมากๆ เลย
ฮิคารุ : แต่ตอนไปทะเลครั้งแรก ไดกินิ่งอึ้งไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
ไดกิ : ทุกคนก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ไม่พูดถึงกันเลยนะ
เค : นั่นสิ ผม โคได และไดกิไปเช่าห่วงยางและบอดี้โบ๊ตมาเล่น แต่ไดกิน่ะสิร้องอยู่คนเดียวเลยว่า ไม่เอา ไม่ไปข้างหน้านะ
พอเริ่มไกลออกไปก็ได้ยินเสียงร้องบอกให้รอด้วย
ฮิคารุ : ไดกิจังใช้บอดี้โบ๊ตกับห่วงยางไม่เป็นเหรอ
ไดกิ : ไม่ใช่อย่างนั้น (ทำหน้าเขินๆ)
โฉะอง : ใช่มั้ง (หัวเราะ) ผมกับไทโยได้เล่นเซิร์ฟกันด้วย แล้วพอกลับไปที่ชายหาดก็เห็นไดกิเล่นอยู่คนเดียว ก็คิดอยู่เหมือนกันนะว่าทำไม
ฮิคารุ : กลมกลืนกับเจ้าถิ่นเลย (หัวเราะ)
ไทโย : โคไดก็ไม่ได้หายไปไหน ถูกคลื่นซัดพาเข้าไปที่ชายหาด
โคได : (ทำท่าเขินอาย) อืม...
โฉะอง : โคไดปล่อยไปตามธรรมชาติน่ะ ส่วนไทโยเป็นความรู้สึกที่จะทำให้เป็นธรรมชาติ
โคตะ : ใช่ๆ
ไทโย : อะไรกัน ทุกคนเปรียบเทียบโคไดกับไทโยเหรอ ผมก็คิดว่านั่นเป็นธรรมชาติของโคไดเช่นกัน พูดอะไรก็ย้อนกลับเข้าตัว
โคได : เหรอ (หัวเราะเขินๆ) ก็เรื่องราวของไทโยคุงน่ะเหมาะกับผมดีนะ (หัวเราะ) แต่จะมีภาพลักษณ์แตกต่างกัน
อย่างตอนไปซื้อของที่ฮาวายก็จะไปสำรวจตามสถานที่ที่รถบัสจอดให้
ไทโย : ภาพลักษณ์แตกต่างกัน พูดเกินไปแล้ว
ไดกิ : ถ้าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย ต้องตอนที่นั่งแท็กซี่ในฮาวาย โคตะคุงพูดภาษาอังกฤษกับคนขับเจ้าถิ่นด้วย ประหลายใจมาก
เพราะพูดขึ้นมาทันทีทันใดแบบปกติมากๆ เท่ทีเดียวละ ผมก็อยากพูดภาษาอ้งกฤษได้เหมือนกัน
โคตะ : อ้า...ทุคนก็ต้องเรียนสิ
เค : ผมกับโคตะรุ่นเดียวกันคบกันมานานที่สุด เราเจอกันในลิฟต์ที่สถานที่ออดิชั่น
โคตะ : ใช่ๆ ตอนนั้นเคจังใส่หมวก ผมยังจำได้ แล้วก็ลืมชื่อเพลงที่จะร้องออดิชั่นด้วย โกรธหรือเปล่าที่ล้อเลียนเคจังในตอนน้น
เค : โกรธสิ ก็ทำมาตลอดเลยนี่นา ไม่เบื่อบ้างหรือไง
ไทโย : ผมก็อายุเท่ากับเคจังเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเพื่อนที่โรงเรียน ที่ฮาวายเราได้พูดคุยกันนานมาก ดีใจที่สุดเลยครับ
เค : พอได้เจอไทโย ก็รู้สึกว่าจะพูด "ไปเลย" อยู่เสมอๆนะ ตอนท่เข้ามาใน Jr. รู้สึกว่าโฉะองเป็นเหมือนพี่ชายใจดี
ผมยังจำได้เลยว่าเคยนั่งตักของโฉะองด้วย
โฉะอง : ใช่ แต่เคเป็นผู้ใหญ่นะ อืม...ผมรู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนนี้แล้ว ก็มีภาพลักษณ์ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยคุยแตกต่างกับในคอนเสิร์ตเลย
ตรงนั้นน่ะจะได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง (หัวเราะ)
ไดกิ : ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เคจังน่ะกวนจะตาย
โฉะอง : เอ๋...อย่างนั้นเหรอ
ฮิคารุ : นึกว่าไดกิซะอีกที่เป็นอย่างนั้น
ไดกิ : ตรงกันข้ามเลยครับ (หัวเราะ)
โคตะ : เออ...กับยูยะเราเพิ่งจะคบกันในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้นถึงจะรุ่นเดียวกัน แต่เราก็ใช้คำสุภาพ แต่ค่อยๆ ใช้คำธรรมดาๆก็ดีเหมือนกันนะ
โฉะอง : ตอนแรกๆ ผมก็ใช้คำสุภาพมากๆ แต่ตั้งแต่ตอนที่ไปฮาวายก็ใช้คำธรรมดาๆ แล้ว
ยูยะ : อืม...ยังประหม่าๆอยู่เลยครับ
โฉะอง : ปล่อยตามสบายเถอะ คิดว่ายูยะน่าจะอยากรู้ว่าใครเป็นอย่างไรนะ
ยูยะ : สำหรับผมมองว่าโฉะองมีอิมเมจที่เท่ามากทีเดียว คงจะออกกำลังกายเยอะ ผมก็อยากมีท่าทางอย่างนั้นบ้าง ต้องทำอย่างไรครับ
โฉะอง : ก็ต้องฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ฝึกซ้อมเท่าน้น ที่บอกว่าผมเท่นั้นก็ดีอยู่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เพราะนอกจากเด็กๆ
ที่เป็นสมาชิกแล้วก็ไม่มีใครพูดอย่างนี้เลย บางทีเค้าก็อาจจะเห็นแบบไหนก็พูดไปอย่างนั้นก็ได้
ยูยะ : อืม...
ฮิคารุ : ผมก็พูดคุยกับยูยะบ้างเหมือนกัน เคยเล่นส่งคลื่นวิทยุกันด้วย
ยูยะ : อืม...ช่วงนี้ได้ดูหนังด้วยกัน ผมจะได้เจอกับฮิคารุ 2 สัปดาห์ครั้ง
ฮิคารุ : เพราะผมสนิทสนมกับสมาชิก J.J.Express ทุกคน
ไดกิ : ตอนที่เข้ามา Jr. ครั้งแรกก็สนิทกับฮิคารุ พอวันหยุดเราก็ไปดูหนัง ซื้อของ ตกปลา มีกิจกรรมให้ทำร่วมกันเยอะแยะเลยครับ
อืม...อยากไปตกปลาด้วยกันอีกจัง
ฮิคารุ : เราไปแข่งตกปลากันเลยเป็นไง
ไทโย : อืม...ฮิคารุกับไดกิสนิทกันจริงๆ จะนัดเจอกันเป็นประจำ ไดกิครั้งแรกก็คิดว่าเป็นคนน่ารักดีนะ แต่ตอนนี้ดื้อมากๆ ไม่ใช่เหรอ
ไดกิ : เอ๊ะ...ไม่ใช่ซะหน่อย
ฮิคารุ : ใช่ ดื้อมากๆเลยละ แย่แล้วเมื่อเร็วๆนี้พอพูดว่าดื้อจัง ก็เศร้าไปเลยนี่ (หัวเราะ)
ไดกิ : พูดเมื่อไหร่
ฮิคารุ : ไม่ต้องมาแก้ตัวหรอก ผมน่ะสงสัยมากว่าจริงๆแล้วไดกิเป็นแค่เด็กประถม6หรือเปล่าคือไม่คิดว่าอยู่มัธยม 2
ก็เห็นพูดคุยเรื่องฮีโร่กับยูโตะซึ่งเป็นเด็กประถมอย่างเอาจริงเอาจังมากเลยน่ะสิ
เค : ใช่ๆ จะคุยกับยูโตะอย่างสนุกสนานออกรสออกชาติอยู่เป็นประจำ
ไดกิ : เหรอ...
โคตะ : ผมก็เป็นรุ่นพี่เหมือนกันนะ แต่ล่าสุดนี้อยู่ในบัญชีรายชื่อคนตัวเตี้ย ก็คนอื่นๆ สูงหนีผมกันไปหมดแล้วน่ะสิ
ไทโย : ถึงพวกผมจะเป็นรุ่นพี่แล้วก็ยังมีส่วนที่น่ารักๆ อยู่นะ ก็อยากให้สัมผัสพวกเราเหมือนกับเป็นรุ่นน้องนั่นแหละ
โฉะอง : ถูกต้อง
ฮิคารุ : แต่ Ya-Ya-yah กับ J.J.Express ไม่มีช่องว่างระหว่างการเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องหรอกครับ
ไดกิ : เพราะเราจะเล่นด้วยกันอยู่เสมอ
ฮิคารุ : ผมเป็นลูกคนสุดท้อง ก็คิดว่าตอนนี้ได้รับการเอาอกเอาใจอย่างเพียงพอแล้ว ดังนั้นพอกลายเป็นพี่ชายก็อยากให้มีคนมาปรึกษาโน่นนี่บ้าง
เค : อ้า...ฮิคารุนี่เท่จังเลย
โฉะอง : จากนี้พลังแห่งความสามัคคีจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทุกคนครับ เรามาเล่นด้วยกันอีกนะ อืม...ออกไอเดียมาสิว่าจะเล่นอะไรดี
ไดกิ : อย่างเล่นฟุตซอล แต่โคตะคุงน่าจะไม่ชอบเท่าไหร่
โคตะ : ใช่ กลัวผิวไหม้
เค : เหมือนที่เราย่างบาร์บีคิววันนี้สินะ ทุกคนมัวแต่คุยกันอยู่นั่นแหละ มากินอไรอร่อยๆกันดีกว่า
โคตะ : อ้า...ถ้าเข้าฤดูหนาวแล้วเราไปกินหม้อไฟกับเถอะ คิดว่าไง
ทุกคน : ดีมากๆ

yayayaho น่าร๊ากมั๊กๆๆโดยเฉพาะ yabuกะhikaruอะน่าร๊ากมั๊กๆๆๆๆๆ

อันนี้น่าร๊ากโมะเลยอะคนรายก้อม่ายรุน่าร๊ากเปงบ้า

น่ารักจางเลยอะ

นี่เมลเรานะแอดมาคุยกานด้ายนะ starwberry_belly123@hotmail.com


edit @ 2006/05/01 00:55:47


edit @ 2006/05/01 00:57:11
edit @ 2006/05/01 01:36:14
edit @ 2006/05/01 23:03:49
edit @ 2006/05/02 21:44:53
edit @ 2006/05/02 21:46:03
edit @ 2006/05/02 21:47:01

2006/Apr/30

โคตะ ยาบุ
ตอนที่เรียนจบชั้นอนุบาลนะครับ พ่อแม่ผมร้องไห้กันด้วยละ ผมก็งงๆว่าทำไมต้องร้องไห้ด้วย
เพราะว่าตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจเลยว่าการจบการศึกษามันมีความหมายยังไง พอตอนประถมก็เข้าใจแล้วละ
แต่ว่าเพื่อนส่วนใหญ่ก็เรียนต่อม.ต้นที่เดียวกัน เลยไม่รู้สึกเหงาอะไร แต่ตอนเรียนจบม.ต้นเนี่ยเหงามาก รู้สึกว่าต้องแยกจากเพื่อนแล้ว
ตอนอยู่บ้านก็เอาแต่นั่งถอนหายใจว่า จะเรียนจบแล้วนะ (หัวเราะ) แล้วพอถึงวันจบการศึกษาจริงๆ ผมก็ดันติดงานแล้วไปไม่ได้
ต้องรับประกาศนียบัตรที่ห้องอาจารย์ใหญ่ทีหลัง เป็นพิธีจบการศึกษาที่มีแค่ผม อาจารย์ แล้วก็พ่อแม่เท่านั้น น่าเศร้าสุดๆ (หัวเราะ)
แต่ผมได้ไปร่วมงานพิธีเปิดภาคเรียนตอนเข้าม.ปลายนะ ตอนนั้นไม่รู้ทำไม แค่บรรยากาศตอนนั่งรถไฟไปเรียนทำให้ผมรู้สึกเหมือน
ตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้วเลย (หัวเราะ) ปีที่แล้วนอกจากที่โรงเรียนแล้ว ผมยังมีพิธีจบการศึกษาตอนเล่นละครเรื่อง 3 Nen B-Gumi Kinpachi
Sensei ด้วย ถึงจะรู้ว่ามันเป็นแค่ละครก็เถอะ แต่ตอนที่ถูกเรียกชื่อให้ขึ้นไปรับประกาศนียบัตรเนี่ย ผมรู้สึกตัวเองกำลังจบการศึกษาจริงๆนะ
ตอนแรกคิดว่าในที่สุดก็ถ่ายละครจบซะที ดีใจจัง ฉากนี้เป็นฉากที่ยาก แต่ก็สนุกดี เป็นฉากที่ทำให้นึกถึงความทรงจำเก่าๆได้มากเลย
สำหรับผมที่ไม่ได้ไปพิธีจบการศึกษาครั้งก่อน ถือว่านี่เป็นพิธีจบการศึกษาชั้นม.ต้นของผมครับ

ิคารุ ยาโอโตเมะ
ผมจำครูประจำชั้นเมื่อตอนป.6 ได้แม่นเลยละ เป็นครูที่ทำอาหารเก่งมาก แล้วก็ชอบสอนอะไรนอกตำราเรียนให้เราอยู่เรื่อย
อย่างบางทีก็บอกว่า "ใครอยากเห็นดาวตก คืนนี้มารวมตัวกันที่สวนสาธารณะนะ" แล้วก็ยงเคยพูดว่า
"เห็นแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านช่องว่างระหว่างเมฆนั่นใช่มั้ย นั่นน่ะเรียกว่าม่านของเทวดาละ" ผมซึ่งชอบอาหารกับศิลปะ
ก็เลยชื่นชมคุณครูคนนี้มากเลย ตอนเรียนจบผมเสียใจที่ต้องแยกจากคุณครูคนนั้นมากกว่าอะไรซะอีก ถึงตอนนี้จะไม่ได้เจอคุณครูคนนั้นอีกแล้ว
แต่ผมก็ยังรู้สึกเคารพอยู่ตลอดตอนนี้ผมใกล้จะจบชั้นม.ต้นแล้ว ก็เลยอยากจะสนุกกับเวลานี้ให้มากก่อนที่จะเรียนจบจริงๆ
ที่จริงผมไม่ค่อยอยากเข้าเรียนเลย แต่การเรียนมันก็เป็นความทรงจำอย่างนึงเหมือนกัน ก็เลยพยายามเข้าเรียนตามเวลา(หัวเราะ)
เวลาซ้อมร้องเพลงที่ใช้ในพิธีจบการศึกษาแล้วมันก็รู้สึกเศร้าขึ้นมานะ แต่ตอนนี้ผมสนุกมากที่ได้ไปโรงเรียนทุกวัน
แล้วก็ตื่นเต้นกับการจะได้เข้าเรียนม.ปลายด้วย อย่างแรกเลยถ้าผมขึ้นม.ปลายแล้ว ก็เท่ากับว่าสมาชิกในวงของเราเป็นเด็กม.ปลายกันทุกคน
บางทีตอนไปโรงเรียนอาจเจอกันบนรถไฟก็ได้ หรือว่าถ้าไม่ได้ไปเรียนก็จะไม่ได้ไปกันหมดทั้งสี่คน แค่คิดก็สนุกแล้ว (หัวเราะ)
จากนี้ไปคงได้ใช้เวลากับสมาชิกในวงมากกว่าพ่อแม่ซะอีก พอเข้าเรียน ม.ปลายแล้ว ก็จะได้เจอเพื่อนใหม่อีกด้วย มีเรื่องน่าสนุกเพียบเลย

โฉะอง ยามาชิตะ
สมัยเรียนจบชั้นม.ต้น ตอนซ้อมพิธีจบการศึกษา มีคนที่พอโดนเรียกชื่อแล้วขานรับว่า "คร้าบบบ" ด้วย ผมก็คิดนะว่า
ต้องขานรับดีๆว่า "ครับ" สิ แต่พอได้ยินเขาขานรับแบบนั้นแล้วก็เหมือนรู้สึกว่าเรากำลังจะเรียนจบจริงๆ เลยรู้สึกเศร้าขึ้นมา
ตอนนั้นมีอาจารย์ดุๆคนนึงมาพูดกับผมว่า "ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คงจะลำบากหน่อย แต่ความพยายามนี่หละที่จะช่วยให้คนเรา
ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้" ผมดีใจมากเลย ทั้งๆที่เป็นครูที่เข้มงวด แล้วผมก็กลัวมากๆเลยด้วย แต่ก็ยงอุตส่าห์คิดเรื่องของผม
ส่วนตอนเข้าม.ปลาย พอจบพิธีการเปิดภาคเรียน พวกนักเรียนก็กลับไปรออาจารย์ที่ห้อง จู่ๆก็มีเพื่อนคนนึงเปิดเครื่องดูดฝุ่นขึ้นมาเสียงดังใหญ่
มาได้ยินทีหลังเขาบอกว่า "เห็นห้องมันเงียบ ก็เลยแกล้งทำเสียงดังขึ้นมา" (หัวเราะ) เป็นคนแปลกๆแต่ก็ตลกดีครับ พอเข้าม.ปลายแล้ว
ผมรู้สึกว่าทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งเพื่อนก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ที่จริงต้องบอกว่าสภาพแวดล้อมของเรามันกว้างขึ้นมากกว่า ทุกวันนี้ก็สนุกดี
เพราะว่ามีแต่เพื่อนฮาๆทั้งนั้น คิดอยู่ว่าพิธีจบการศึกษาปีหน้าคงได้ร้องไห้แน่ๆเลย

ไทโย อายูคาว่า
ผมเคยต้องย้ายโรงเรียนตอนอยู่ป.5 เพราะฉะนั้นตอนจบการศึกษาก็รู้สึกว่ามีความทรงจำที่โรงเรียนแค่สองปีเท่านั้นเอง
ที่สำคัญเพราะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ตัวเองเข้ามาเรียนกลางคัน ก็เลยไม่ค่อยคุ้นเคยกับชั้นเรียนหรือว่าเพื่อนๆ เท่าไหร่
แต่ว่าสามปีตอนที่อยู่ม.ต้นน่ะสนุกมาก ทั้งๆที่สามปีก็แค่แป๊ปเดียว แต่พอนึกย้อนกลับไปแล้ว รู้สึกเหมือนเป็นช่วงเวลาสามปีที่ยาวนาน
แถมยังมีความทรงจำมากมายนับไม่ถ้วยเลยด้วย ผมน่ะจำเพื่อนร่วมชั้นได้ทุกคนเลยนะ สุดยอดเลยใช่มั้ย
จนถึงตอนนี้ทุกคนก็ยังสนิทกันอยู่เหมือนเดิม ในห้องของผมน่ะไม่มีเพื่อนประเภทที่คุยด้วยยากอยู่เลยสักคน
ผมเป็นหัวหน้าชั้นด้วย แล้วก็คอยช่วยอาจารย์อยู่เรื่อย ยังรู้สึกเลยว่าผมนี่เป็นนักเรียนที่ดีจัง(หัวเราะ) จริงๆนะ
ถึงจะเข้าม.ปลายแล้วก็จะทำตัวเหมือนเดิม ที่จริงผมไม่รู้สึกเลยนะว่าตัวเองกำลังจะจบ ตอนที่เล่าฉากพิธีจบการศึกษาในเรื่อง
3 Nen B-Gumi Kinpachi Sensei พอคิดอยู่ว่าต้องแยกจากเพื่อนๆแล้วก็ทีมงานแล้ว ก็เศร้าจนร้องไห้ออกมา
ไม่รู้พอถึงพิธีจบการศึกษาจริงๆแล้ว ผมจะร้องไห้รึเปล่า

เย้!!!!!!!!!.....จบม.ต้นกันแล้วนะแก่ขึ้นปีนึงแล้วอะดิแต่ยางงายก้อน่าร๊ากๆๆๆๆๆ+_+

นี่เมลเรานะแอดมาคุยกานด้ายนะ starwberry_belly123@hotmail.com


edit @ 2006/04/30 23:04:04
edit @ 2006/05/01 00:26:55
edit @ 2006/05/01 01:15:39


edit @ 2006/05/02 21:46:28